วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รุกล้ำที่ดิน


รุกล้ำที่ดิน

จากบทความครั้งก่อนในเรื่องการถูกแย่งที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ วันนี้เรามาเหลือบมองรอบๆบ้านเราบ้านว่ามีเพื่อนบ้านคนไหน แอบรุกล้ำที่ดินของเรา หรือเราไปสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นบ้างหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันนี้ปัญหาเรื่องการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นมักปรากฏมีให้เห็นอยู่เสมอและถ้าหากเราพบว่าอาคารที่อยู่อาศัยของเราที่สร้างนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของคนอื่น หรือพบว่าเพื่อนบ้านของเราได้สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเราแล้ว เราจะมีวิธีการหาทางแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร ผู้เขียนจึงใคร่ขอเสนอทางออกของปัญหาเหล่านี้ โดยอาศัยกลไกของกฎหมายที่ได้บัญญัติคุ้มครองในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ เราลองมาดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กันก่อนนะคะว่าในเรื่องนี้มีกฎหมายที่เกี่ยงข้องมาตราใดบ้าง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๑๓๑๐ บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นๆ แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง
                               แต่ถ้าเจ้าของที่ดินสามารถแสดงได้ว่า มิได้มีความประมาทเลินเล่อจะบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้นและเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมก็ได้ เว้นไว้แต่ถ้าการนี้จะทำไม่ได้โดยใช้เงินพอสมควรไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างซื้อที่ดินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามราคาตลาดก็ได้

มาตรา ๑๓๑๑ บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นต้องทำที่ดินให้เป็นตามเดิมแล้วส่งคืนเจ้าของ เว้นแต่เจ้าของจะเลือกให้ส่งคืนตามที่เป็นอยู่ ในกรณีเช่นนี้เจ้าของที่ดินต้องใช้ราคาโรงเรือนหรือใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นแล้วแต่จะเลือก

มาตรา ๑๓๑๒ บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้นและจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมต่อภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้
                                 ถ้าบุคคลผู้สร้างโรงเรือนนั้นกระทำการโดยไม่สุจริต ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมโดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก็ได้

มาตรา ๑๓๑๓ ถ้าผู้เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีเงื่อนไขสร้างโรงเรือนในที่ดินนั้น และภายหลังที่ดินตกเป็นของบุคคลอื่นตามเงื่อนไขไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ
                        
                       *** เมื่อเราทราบกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ทีนี้เรามาดูกันก่อนว่าคำว่า "การสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่น" คืออะไร "การสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินผู้อื่น" หมายถึง การที่ผู้สร้างได้สร้างโรงเรือนส่วนน้อยในที่ดินของผู้อื่นซึ่งจะแตกต่างจากการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นทั้งหลัง เพราะว่าการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นนั้น คือโรงเรือนส่วนใหญ่จะอยู่ในที่ดินของคนอื่นถ้าคิดเป็นพื้นที่แล้วถ้าส่วนที่รุกล้ำมากกว่าร้อยละ ๕๐  ของโรงเรือนที่อยู่ในที่ดินของคนอื่นก็จะถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของคนอื่นมากกว่าจะเป็นการรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นส่วนคำว่า "โรงเรือน" นั้น หมายถึงอะไรบ้าง คำว่า "โรงเรือน" หมายถึง บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโรงเรือนและให้รวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดของโรงเรือนด้วย เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องนั่งเล่น แม้กระทั่งชายคาบ้านก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรือน  แต่ถ้าส่วนที่รุกล้ำนั้นไม่ใช่ส่วนของโรงเรือนหรือส่วนหนึ่งของโรงเรือน เช่น ท่อน้ำทิ้งและเครื่องปรับอากาศ ถังส้วมซีเมนต์ หรือเสากำแพงที่แยกต่างหากจากเสาโรงเรือน สิ่งเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรือนไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๓๑๒

           การที่จะเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากขั้นตอนที่มีการก่อสร้างในครั้งแรกเท่านั้นโดยจะไม่รวมถึงการต่อเติมหรือสร้างขึ้นในภายหลัง หรือสร้างขึ้นโดยผู้มีสิทธิสร้างในฐานะเจ้าของที่ดินและต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินแล้วทำให้เกิดการรุกล้ำขึ้น กรณีเหล่านี้ไม่เป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำ

*** มาตรา ๑๓๑๐-๑๓๑๔ ใช้ในกรณีที่คนเข้าไปปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ์นั้น   ตามหลักถ้าบุคคลเข้าไปปลูกสร้างในที่ดินของผู้อื่นหรือรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นในกฎหมาย common  law เรียกว่าเป็นการละเมิดสิทธิชัดแจ้ง ไม่ว่าผู้ที่ทำจะเจตนาหรือไม่และเจ้าของที่ดินก็ไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหาย ถือว่าเสียหายโดยสภาพ มีปัญหาตรงการคิดคำนวณ แต่ของไทยเอาตามแบบระบบประมวลกฎหมาย บางทีก็มีมิติของความสุจริตและอาจกระทบถึงประโยชน์สาธารณะด้วย  จึงมีบทบัญญัติยกเว้นเรื่องละเมิดไว้ใน มาตรา ๑๓๑๐-๑๓๑๔  อันเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น มาตรา ๑๓๑๐ และมาตรา ๑๓๑๑  บัญญัติเป็นกฎหมายเฉพาะ  ถ้าเป็นละเมิดก็ต้องรื้อถอนไป  อย่างนี้ก็ไม่มีผู้ใดได้ประโยชน์  เจ้าของที่ดินก็ไม่ได้ประโยชน์ คนก่อสร้างก็ไม่ได้ประโยชน์ มาตรา ๑๓๑๐ และมาตรา ๑๓๑๑   จึงอาจเป็นกฎเกณฑ์ที่ให้ความเป็นธรรมได้ดีกว่า  ซึ่งตาม มาตรา ๑๓๑๐ และมาตรา ๑๓๑๑  แยกเป็น 2กรณี คือ ตัวอย่างเช่น คนที่ไปสร้างโรงเรือนของผู้อื่นถ้ารู้ก็ไม่สุจริต ถ้าไม่รู้คิดว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่าหรือคิดว่าเป็นที่ดินของตนเองก็อาจถือได้ว่าสุจริต  ใช้มาตรา ๑๓๑๐  แบ่งเป็นสองวรรค โดยหลักโรงเรือนที่ปลูกสร้างนั้นให้ตกเป็นของเจ้าของที่ดิน และให้เจ้าของที่ดินใช้ราคามูลค่าเพิ่มของที่ดินซึ่งดีต่อทั้งสองฝ่าย  เจ้าของที่ดินก็ไม่ได้เสียอะไร  สมมติว่า คนก่อสร้างเสียค่าก่อสร้างสองล้านบาท แต่มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งล้านบาท เจ้าของที่ดินก็เสียแค่หนึ่งล้านบาทคนที่ก่อสร้างก็ขาดทุนหนึ่งล้านบาท ซึ่งก็ยังดีกว่ารื้อถอนไปหมดแล้วขาดทุนสองล้านบาท

                         ส่วนวรรคสองนั้นกรณีตามวรรคแรก อาจไม่เป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดิน กฎหมายจึงบัญญัติวรรคสองไว้ กรณีเจ้าของที่ดินไม่ได้ประมาทเลินเล่อ เจ้าของที่ดินสามารถบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือน และเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไปทำที่ดินเป็นเดิม  แต่ถ้าเจ้าของบ้านที่ปลุกสร้างเสียหายมาก กฎหมายก็ให้ข้อยกเว้นวรรคสองตอนท้ายไว้ว่า   "....เจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างซื้อที่ดินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามราคาตลาดก็ได้" คือเจ้าของที่ดินเรียกให้ผู้สร้างซื้อที่ดินตามราคาตลาดทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ แต่ทั้งนี้ก็ให้เป็นไปตามราคาตลาด

*** ตามมาตรา ๑๓๑๒  ผู้สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นนั้น แยกเป็นกรณีได้ดังนี้

           ๑. ผู้สร้างสุจริต มาตรา ๑๓๑๒ วรรคแรก ได้คุ้มครองผู้สร้างที่สุจริตเท่านั้น นั่นคือขณะที่ก่อสร้าง ผู้สร้างไม่รู้ว่าที่ดินที่ปลูกสร้างนั้นเป็นของบุคคลอื่น หรือเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตัวเอง และต้องดูพฤติการณ์ด้วยว่าผู้สร้างได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ เช่น นายดำ ได้ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของตนซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของนายขาวโดยที่ ที่ดินนั้นไม่มีรั้วล้อมรอบ นายดำ ไม่ได้ตรวจสอบแนวเขตที่ดินของตนและของนายขาว ให้ชัดเจนเสียก่อนแล้วค่อยลงมือก่อสร้างอาคาร เช่นนี้ แสดงถึงความไม่รอบคอบและความประมาทเลินเล่อของนายดำ กรณีเช่นนี้ ไม่อาจถือได้ว่านายดำสุจริต เมื่อผู้สร้างได้กระทำโดยสุจริตแล้ว กฎหมายให้ผู้สร้างเป็นเจ้าของโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำแต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเพื่อเป็นค่าใช้ที่ดินและผู้สร้างสามารถเรียกให้เจ้าของที่ดินยอมจดทะเบียนให้ที่ดินนั้นเป็น ภาระจำยอมได้ แต่ถ้าต่อมาโรงเรือนที่สร้างนั้นสลายไปทั้งหมดเจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้นเสียก็ได้  ที่สำคัญคือส่วนที่รุกล้ำต้องเป็นโรงเรือนเท่านั้น และมาตรา ๑๓๑๒ วรรคแรกตอนท้าย หมายถึงให้จดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมเฉพาะส่วนตัวของโรงเรือนที่รุกล้ำเท่านั้น(๑๕๑๑/๔๒) แต่การอ้างสิทธิการจดทะเบียนภารจำยอมตาม ๑๓๑๒ จะไม่นำมาใช้แก่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะมีใครครอบครอบ หรือตกเป็นภารจำยอมแก่ใครมิได้ มาตรานี้ใช้บังคับแก่เจ้าของที่ดินไม่ว่าจะเป็นเจ้าของขณะมีการปลูกสร้างหรือเป็นผู้รับโอนในเวลาต่อมาด้วย เจ้าของโรงเรือนมีสิทธิขอให้จดทะเบียนภารจำยอมได้


๒. ผู้สร้างไม่สุจริตซึ่งในกรณีที่ผู้สร้างสร้างโดยไม่สุจริตนั้น กฎหมายไม่ให้ความคุ้มครองใดๆ แก่ผู้สร้าง แต่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินให้มีสิทธิบอกให้ผู้สร้างรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำนั้นออกไปก็ได้ หมายความว่าเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินเองว่าจะใช้สิทธินั้นหรือไม่ ในบางกรณีที่มีการรุกล้ำโดยไม่สุจริตแต่เจ้าของที่ดินได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นเจ้าของที่ดินอาจจะไม่ใช้สิทธินี้ก็ได้ หรือจะเรียกให้ผู้สร้างใช้ค่าที่ดินเสมือนหนึ่งว่าเป็นการสร้างโดยสุจริตก็ได้

๓. การสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ไม่อยู่ในบังคับ มาตรา ๑๓๑๒ การสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นนั้น จะต้องเกิดตั้งแต่แรกหรือเป็นการสร้างรุกล้ำมาตั้งแต่ขณะที่เริ่มทำการก่อสร้าง ไม่รวมถึงกรณีที่มีการต่อเติมภายหลังแล้วเกิดการรุกล้ำ เช่น นายพัน ก่อสร้างโรงเรือนครั้งแรกในที่ดินของตนเองทั้งหมด ไม่ได้การรุกล้ำในที่ดินของนายพงศ์ แต่อย่างใด แต่ต่อมามีการต่อเติมโรงเรือนแล้วส่วนที่ต่อเติมนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของนายพัน กรณีเช่นนี้ นายพันผู้สร้างไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๑๒ จะต้องรื้อโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำนั้นออกไป  และอีกกรณีหนึ่งที่ไม่สามารถใช้มาตรา ๑๓๑๒ มาบังคับได้ คือกรณีสร้างโรงเรือนในที่ดินแล้วต่อมามีการแบ่งแยกที่ดิน เช่น นายพัน และนายพงศ์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกันและได้ก่อสร้างอาคารในที่ดินนั้น ต่อมาได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันคนละส่วนทำให้ที่ดินส่วนของนายพงศ์มีอาคารของนายพัน รุกล้ำเข้าไป กรณีเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ไม่มีการรุกล้ำมาตั้งแต่ต้นและไม่ใช่การต่อเติมภายหลังจึงไม่มีกฎหมายที่จะมาใช้บังคับได้ ซึ่งกรณีเช่นนี้ศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาวางไว้และใช้เป็นบรรทัดฐานมาตลอดคือ ให้ใช้มาตรา ๑๓๑๒ เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔)


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๑๑/๒๕๔๒

                         เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๐๖๘ ของโจทก์และโฉนดเลขที่ ๙๔๐๑๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เป็นที่ดินแปลงเดียวกันซึ่งโจทก์ซื้อ มาจาก น. โดยมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินมาก่อนแล้ว ต่อมาโจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๐๑๒ ไปจดทะเบียนจำนองและมีการ บังคับจำนอง ซึ่ง ต.เป็นผู้ประมูลได้จากนั้น ต.ขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ปรากฏว่าสิ่งปลูกสร้าง บางส่วนคือส่วนหนึ่งของบ้านเลขที่ ๑๗ และรั้วบ้านรุกล้ำที่ดิน โฉนดเลขที่ ๙๔๐๖๘  ของโจทก์ กรณีไม่ต้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ เพราะการรุกล้ำมิได้ เกิดจากจำเลยสร้างขึ้น เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้จึงต้องนำมาตรา ๑๓๑๒ ซึ่งเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับ ตามมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อส่วนของบ้านเลขที่ ๑๗ ที่รุกล้ำ แต่มีสิทธิเรียกเงินเป็นค่าใช้ส่วนแดนกรรมสิทธิ์และดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอม เมื่อรั้วบ้าน ที่รุกล้ำนั้นมิใช่การรุกล้ำของโรงเรือนหรือส่วนหนึ่งส่วนใด ของโรงเรือนอันจะปรับใช้มาตรา ๑๓๑๒ ได้ จำเลยจึงต้อง รื้อรั้วบ้านที่รุกล้ำ โจทก์มีคำขอให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไป รั้วบ้าน ก็อยู่ในความหมายของสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเช่นเดียวกับโรงเรือน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อรั้วบ้านที่รุกล้ำ จึงหาได้ เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องไม่ แม้ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด แต่เมื่อโจทก์ ฟ้องเรียกค่าใช้ที่ดินจากจำเลยแล้ว จำเลยปฏิเสธไม่ยอมชำระ ค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ ย่อมถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด นับแต่วันฟ้องแล้ว


มาตรา ๑๓๑๓ หมายความว่า  เป็นกรณีแต่เดิมเป็นเจ้าของคนเดียว แต่ภายหลังแบ่งเป็นหลายแปลง ตามบทบัญญัติให้ใช้กฎหมายลาภมิควรได้มาบังคับใช้โดยอนุโลม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๗๔๓/๒๕๕๑ 
                                   เจ้าของที่ดินติดกับที่ดินของโจทก์ อุทิศที่ดินให้ท้องถิ่นสร้างถนนสาธารณะ  จำเลยสร้างถนนและปักเสาไฟฟ้ารุกล้ำที่ดินโจทก์ ตลอดแนวเขตเป็นเนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา โดยสุจริตและมิได้ประมาท เพราะโจทก์และผู้อุทิศร่วมกันชี้แนวเขตให้จำเลยผิดพลาดไป


คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกาที่ ๖๓๔/๒๕๑๕

                           การสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต หมายความว่า ผู้สร้างต้องรู้ในขณะสร้างว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของผู้อื่น หากเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนและสร้างโรงเรือนรุกล้ำไปครั้นภายหลังจึงทราบความจริง ถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ครัวเป็นส่วนหนึ่งของอาคารโรงเรือน การสร้างครัวรุกล้ำที่ดินของผู้อื่น ย่อมเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นตามกฎหมาย การสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ผู้สร้างย่อมเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นตามกฎหมาย เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำไม่อาจฟ้องบังคับให้ผู้สร้างรื้อถอนโรงเรือนได้ แม้ผู้สร้างจะมิได้ฟ้องแย้งขอให้บังคับเจ้าของที่ดินนั้นให้จดทะเบียนภารจำยอมก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ เฉพาะโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นเท่านั้นที่ได้รับความคุ้มครองสิ่งอื่น ๆ ที่มิใช่โรงเรือน หาได้รับความคุ้มครองด้วยไม่


ฎีกาที่ ๓๖๘๐/๒๕๒๘

                        บุคคลที่สร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริตที่จะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ จะต้องเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นและส่วนที่รุกล้ำนั้นจะต้องเป็นส่วนน้อย ส่วนที่อยู่ในที่ดินที่ตนมีสิทธิสร้างต้องเป็นส่วนใหญ่ มิฉะนั้นจะเรียกว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำไม่ได้ ตามฟ้องอ้างว่าโจทก์ปลูกสร้างโรงเรือนของผู้อื่นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 และบรรยายฟ้องต่อไปว่าโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำนั้นเนื้อที่ประมาณ ๑๒ ตารางวา ประมาณครึ่งหนึ่งของโรงเรือนแสดงว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำ ทั้งส่วนที่รุกล้ำนั้นมิใช่ส่วนน้อยอันจะเรียกว่ารุกล้ำตามมาตรา ๑๓๑๒ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๑๒



ฎีกาที่ ๗๔๑/๒๕๐๕ (ประชุมใหญ่)

                       ปลูกสร้างเรือนในที่ดินของตน ตัวเรือนไม่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น แต่ชายคาได้รุกล้ำเข้าไปโดยสุจริตนั้น ย่อมเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๑๒ ไม่ใช่ มาตรา ๑๓๔๑ เพราะตาม มาตรา ๑๓๔๑ หมายถึงทำหลังคาหรือการปลูกสร้างอย่างอื่นโดยมิได้รุกล้ำที่ดินของผู้อื่น แต่เมื่อฝนตกน้ำฝนได้ไหลลงไปยังที่ดินหรือทรัพย์สินของผู้อื่นที่ติดต่อกัน ในกรณีปลูกเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามมาตรา ๑๓๑๒ นั้นเจ้าของโรงเรือนมีสิทธิขอให้จดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอมได้ โดยไม่ต้องรอจนเกิน ๑๐ ปี
*** มาตรา ๑๓๔๑ ท่านมิให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำหลังคาหรือการปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งทำให้น้ำฝนตกลงยังทรัพย์สินซึ่งอยู่ติดต่อกัน


ฎีกาที่ ๔๐๔๔/๒๕๔๑

                     จำเลยสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ต้องดูเจตนาของจำเลย ถ้าขณะสร้างอาคารจำเลยเข้าใจว่า เป็นที่ดินของตนเองย่อมถือว่าจำเลยสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินโจทก์ โดยสุจริต พฤติการณ์ที่จำเลยได้สร้างอาคารอยู่ในรั้วคอนกรีตที่ได้ ครอบครองกันมาหลายปี ย่อมถือได้ว่าจำเลยไม่รู้ว่าตรงบริเวณ ที่จำเลยสร้างอาคารนั้นเป็นที่ดินของโจทก์ แม้ในขณะจำเลย สร้างอาคาร จำเลยยังมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และได้สร้างความกว้างของหน้าอาคารมากกว่าที่ขอไว้ตาม แบบแปลนและก่อนสร้างจำเลยจะมิได้ทำการรังวัดตรวจสอบ เขตที่ดินเมื่อไปพบหลักเขตก็ตาม ก็ยังไม่ถือว่าจำเลยกระทำ โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต


๐๐๐ ข้อสังเกต มาตรา ๑๓๑๐ และมาตรา ๑๓๑๑ นำไปใช้บังคับถึงการก่อสร้างใด ๆ ซึ่งติดกับที่ดินและการเพาะปลูกต้นไม้หรือธัญชาติด้วยตามมาตรา ๑๓๑๔ สิ่งก่อสร้างที่ติดกับที่ดินเช่นรั้วหรือกำแพง หากมีการก่อสร้างรั้วบ้านในที่ดินผู้อื่นโดยสุจริต เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของรั้วนั้น แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างรั้นแก่ผู้สร้างตามมาตรา ๑๓๑๐,๑๓๑๔


ฝนชุ่มฉ่ำในวันพืชมงคล บุญรักษาทุกท่านค่ะ

By กานต์

๑๒/๕/๖๐


[เอกสารอ้างอิง - ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, อธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กฎหมายลักษณะทรัพย์, สำนักพิมพ์ พลสยาม พริ๊นติ้ง (ประเทศไทย), ๒๕๕๑, วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์, แพ่งพิสดาร, ระบบสืนค้นคำพิพากษาศาลฎีกา]



วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ครอบครองปรปักษ์


ที่ดินของใคร ใครเป็นเจ้าของ

วันนี้ผู้เขียนจะมาเล่ากฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินและที่ดิน พอพูดถึง "ทรัพย์สิน" และที่ดิน หรือที่นักกฎหมายใช้กันตอนเรียน คือ "อสังหาริมทรัพย์"  พอเอ่ยคำว่า "อสังหาริมทรัพย์" แล้วคนทั่วไปคงขมวดคิ้วผูกเป็นโบว์ ว่าอสังหาริมทรัพย์ที่ว่า มันคืออะไร ทีนี้เราลองมาดูความหมายทางกฎหมายของคำว่า "ทรัพย์" และ "อสังหาริมทรัพย์" กันก่อนว่าแท้จริงแล้วคืออะไร ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ให้ความหมายของสองคำนี้ว่า

มาตรา 137 ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
มาตรา 138 ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจ มีราคาและอาจถือเอาได้
มาตรา 139 อสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน มีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิ อันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย

ทีนี้มาดูกัน "ทรัพย์" คือ วัตถุมีรูปร่าง ดังนั้น อะไรที่เป็นมีรูปร่างก็เป็นทรัพย์ทั้งสิ้น สัตว์เลี้ยงต่างๆ ก็ถือว่า เป็นทรัพย์ เหมือนเราเลี้ยงแมว แมวก็เป็นทรัพย์ หากมีใครมาทำร้ายแมวเราจนถึงตาย ผู้นั้นก็มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หากแมวนั้นบาดเจ็บผู้กระทำก็มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์

"ทรัพย์สิน" รวมทั้งทรัพย์ที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ทรัพย์ที่มีรูปร่างชพอเข้าใจและมองเห็นภาพกันบ้างแล้ว แต่ทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง นี่สิคืออะไรบ้าง  วัตถุที่ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจ มีราคาและอาจถือเอาได้ หลายคนคงสงสัยเมื่อเป็นวัตถุที่ไม่มีรูปร่างจะถือเอาได้อย่างไร "วัตถุที่ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจ มีราคาและอาจถือเอาได้" ในความหมายของกฎหมายนั้น คือ  วัตถุ มีรูปร่างหรือไม่มีรูปร่างจะเป็นทรัพย์และทรัพย์สินได้ก็ต่อเมื่ออาจมีราคา และอาจถือเอาได้ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์หรือทรัพย์สิน

ข้อสังเกต ร่างกายของมนุษย์เป็นทรัพย์สินหรือไม่  ถ้ารวมอยู่ในส่วนของร่างกายไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ถ้าขาดออก หรือหลุดออกมาแล้วก็อาจเป็นทรัพย์ได้ เช่น เส้นผมหรือเล็บมือ เป็นต้น ในส่วนของศพจะเป็นทรัพย์หรือไม่นั้น ยังไม่มีข้อยุติและแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็ยังไม่ชัดเจน
กรณีสิทธิต่างๆ นั้น แม้จะไม่มีรูปร่าง แต่หากมีราคาและอาจถือเอาได้ ศาลฎีกาก็เคยมีคำพิพากษาว่าเป็นทรัพย์สิน เช่น
(๑) หุ้นในบริษัท
(๒) สิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขาย
(๓) สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ

(๔) สิทธิในการทำเหมืองแร่ตามประทานบัตร
               **** กรณีเครื่องหมายการค้า 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ไม่มีรูปร่าง ทั้งไม่อาจยึดถือครอบครองได้อย่างทรัพย์สินทั่วไป

"อสังหาริมทรัพย์" ก็คือ ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน มีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น ทรัพย์ที่ติดกับที่ดินก็เช่น บ้าน, โรงเรือน, ตึกแถว, คอนโด ฯลฯ ที่ติดอยู่กับที่ดินนั้น (ฎีกาที่ ๒๐๘๗๕/๒๕๕๖ ห้องแถวพิพาทที่ถูกยึดนำออกขายทอดตลาดเป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร จึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙ แม้ที่ดินที่สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตั้งอยู่จะเป็นของกรมป่าไม้ ก็หาทำให้สิ่งปลูกสร้างนั้นกลับกลายเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่ ส่วนที่ประกาศขายทอดตลาดระบุให้ผู้ซื้อทรัพย์รื้อหรือติดต่อเจ้าของที่ดินก็เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อทรัพย์จะเลือกดำเนินการ หาเกี่ยวข้องกับจำเลยไม่ การออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๙ ตรี ชอบแล้ว)

ทรัพย์อันติดกับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร เช่น
(๑) ทรัพย์อันติดกับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร แบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือ ทรัพย์ที่ติดกับที่ดินโดยธรรมชาติ กับทรัพย์ที่ติดกับที่ดินโดยไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ
(๒) ต้นพลูเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์
(๓) ทรัพย์ที่มีลักษณะติดกับที่ดินเป็นการถาวรแล้ว จะติดอยู่กับที่ดินนานเท่าไรไม่สำคัญ ถ้าโดยสภาพมีลักษณะติดกับที่ดินเป็นการถาวรก็เป็นอสังหาริมทรัพย์แม้จะติด อยู่เป็นระยะเวลาไม่นานก็ตาม
(๔) เครื่องจักรโรงสีไม่ใช่ส่วนควบ เป็นเพียงของใช้ประจำอยู่กับโรงสีจึงเป็นอุปกรณ์ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์เท่า นั้น ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์
(๕) แผงลอยที่มิได้ติดกับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์

ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
             ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินหากแยกออกจากตัวพื้นดิน ก็ย่อมขาดจากลักษณะของการเป็นทรัพย์ที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
ตัวอย่าง   ขุดดินในที่ดินไปขายถือว่าเป็นการขายสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ เพราะดินได้ขาดออกจากตัวที่ดินแล้วจึงเป็นสังหาริมทรัพย์

"ทรัพยสิทธิ" คือ  สิทธิที่มีอยู่เหนือตัวทรัพย์สิน ซึ่งได้มาโดยนิติกรรมหรือโดยผลของกฎหมาย เช่น กฎหมายมรดก และกฎหมายครอบครองปรปักษ์ ทรัพยสิทธิสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น กรรมสิทธิ์ ครอบครอง สิทธิเก็บกิน ภารจำยอม ภาวะติดพันในอสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า สิทธิต่างๆที่เรามีเหนืออสังหาริมทรัพย์ของเรานั่นเอง

ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
(๑)  สิทธิรับจำนองที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์
(๒) หุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งมีทรัพย์สินเป็นที่ดินไม่ใช่สิทธิในอสังหาริมทรัพย์
(๓) สิทธิเช่าซื้อเป็นบุคคลสิทธิไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์
(๔) สิทธิเช่าอาคารเป็นสิทธิเกี่ยวกับตัวอาคารไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์แต่เป็นสังหาริมทรัพย์


เมื่อเราทราบถึงความหมายของคำว่า "ทรัพย์สิน" ซึ่งรวมเอาสิทธิทั้งหลายที่มีรวมเข้าด้วยกันแล้ว เรามาพิจารณากันต่อไปว่า เราจะได้สิทธิในทรัพย์สินนั้นอย่างไรได้บ้าง ในบทความนี้ผู้เขียนจะเน้นเฉพาะในเรื่องของ อสังหาริมทรัพย์เป็นสำคัญ

การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน
๑. การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เช่นได้มาโดยได้โฉนดแผนที่โฉนด ตราจอง, หรือตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว, ได้มาซึ่งที่บ้านที่สวน ตามกฎหมายเบ็ดเสร็จ ที่ดินประเภทนี้เป็นที่มีกรรมสิทธิ์แต่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์และไม่ถือว่าเป็นที่ดินมือเปล่า (ฎีกาที่ ๑๕๗๐/๒๕๐๐ ที่พิพาทซึ่งเจ้าของได้ครอบครองทำที่ดินให้เป็นที่บ้านที่สวนมาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 4 และพระราชบัญญัติ ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๔๗๙ แล้วแม้ที่ดินพิพาทจะเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ก็ต้องนำกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ ๔๒ มาใช้บังคับคดี โดยถืออายุความสละที่ดิน ๙ ปี ๑๐ ปี หาใช่อายุความ ๑ ปี ไม่)
๒. การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ได้มาโดยขอออกโฉนดที่ดินตั้งตำบลและได้มาโดยขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย (ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๕๘ และ ๕๙)

๓. การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยนิติกรรม เช่น โดยการซื้อขายแลกเปลี่ยนให้จำนอง, ขายฝาก ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มิฉะนั้นเป็นโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๕๖)
๔. การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยผลของกฎหมาย เช่น
                ๔.๑ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจากที่งอกริมตลิ่ง ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่งที่งอกนั้นเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น โดยหลักของที่งอกริมตลิ่งจะต้องเกิดขึ้นโดย ธรรมชาติและติดต่อเป็นผืนเดียวกันแต่เจ้าของที่ดินมีจะมีกรรมสิทธิ์ในที่งอกได้ต้องเป็นที่ที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดิน ถ้าเจ้าของที่ดินแปลงใดเป็นที่มือเปล่าเกิดที่งอกออกมาเจ้าของที่แปลงนั้นก็มีแต่สิทธิครอบครองที่งอกเท่านั้นดังนั้นหากเป็นงอกออกมาจากที่ดินมีโฉนดเจ้าของที่ดิน แปลงดังกล่าวมีกรรมสิทธิ์ในที่งอกผู้อื่นจะแย่งการครอบครองที่ดินส่วนนี้ต้องครองครองปรปักษ์เกินกว่า 10 ปีจึงได้กรรมสิทธิ์ หากเป็นที่งอกออกมาจากที่ดินมือเปล่า  (ส.ค.๑., นส.๓)  เจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครองหากผู้อื่นแย่งการครอบครองและเจ้าของไม่ฟ้องร้องเรียกคืนภายใน ๑ ปี เจ้าของสิ้นสิทธิในที่งอกนั้น
                 ๔.๒ ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒  “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปีท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์” ที่ดินที่จะถูกครอบครองปรปักษ์ได้ จะต้องเป็นที่ดินของผู้อื่นที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เท่านั้น เช่น โฉนดที่ดิน, โฉนดแผนที่, โฉนดตราจองตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้วที่บ้านที่สวนตามกฎหมายเบ็ดเสร็จ(บทที่๔๒) ส่วนที่ดินมือเปล่า (ส.ค.๑,น.ส.๓) จะถูกครอบครองปรปักษ์ไม่ได้  เช่น ใหม่ครอบครองที่ดินมือเปล่าอย่างเจ้าของมา ๑๐ ปี ใหม่ก็คงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น การได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์จะต้องให้ศาลสั่งว่า ได้มาโดยครอบครองปรปักษ์แล้วนำคำสั่งศาลไปขอจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินประเภทได้มาโดยการครอบครอง หากเจ้าของได้โดยการครอบครองบางส่วนก็ไปขอจดทะเบียนในประเภทได้มาโดยการครอบครองเฉพาะส่วนหรือได้รับแบ่งมาโดยการครอบครอง
                  ๔.๓ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยทางมรดก การจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดก ที่ดินมรดกนั้นต้องเป็นที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เช่น โฉนดที่ดินถ้าที่ดินมรดกเป็นที่มือเปล่าเช่นที่ น.ส.๓, ส.ค.๑ ก็มีเพียงสิทธิครอบครอง ได้ทรัพย์มาโดยทางมรดกนี้จะต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเสียก่อนจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้เช่น นายเขียวทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดให้นายดำ  เมื่อนายเขียวตาย นายดำก็ได้รับมรดกทันทีโดยผลของกฎหมาย โดยไม่ต้องจดทะเบียนเนื่องจากพินัยกรรม มีผลเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือหากไม่มีพินัยกรมเมื่อเจ้าของมรดกถึงแก่ความตายมรดกก็ตกไปยังทายาทโดยธรรมทันที  แต่ต่อมาหากนายดำต้องการขายที่ดินมรดกให้นายขาว นายดำจะทำไม่ได้เพราะชื่อในโฉนดยังเป็นชื่อนายเขียว เจ้าของเดิมอยู่ นายดำจะต้องไปเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนการได้มา และลงชื่อนายดำเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เสียก่อน จึงจะเอาที่ดินไปจดทะเบียนขายให้นายขาวต่อไปได้  เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรค ๒ บัญญัติว่า “ถ้าผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่น นอกจากนิติกรรมสิทธิ์ของผู้ได้มานั้นถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้” การได้มาทางมรดก ก็เป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมเช่นกัน
** ปัญหาที่มีผู้มาปรึกษาผู้เขียนมากก็คือ ได้ครอบครองที่ดินที่มีชื่อผู้อื่นเป็นเจ้าของมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ภายหลังเจ้าของที่ดินได้ตายลง ทายาทของเจ้าของที่ดินได้รับมรดกมา เช่นนี้ จะต้องนับเวลาครอบครองปรปักษ์ใหม่หรือไม่  วันนี้ผู้เขียนจึงอยากเขียนเรื่อง "การครอบครองปรปักษ์" มาให้ศึกษากัน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  ๑๒๙๙  ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว มาตรา ๑๓๐๐  ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้ มาตรา ๑๓๘๑  บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครองบุคคลนั้นจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้ ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริต อาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอก มาตรา ๑๓๘๒  บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ บทบัญญัติทั้ง ๔ มาตราผู้เขียนยกมานั้น เกี่ยวข้องผูกพันกันเรื่องของการครอบครองปรปักษ์ ทั้งสิ้นกฎหมายในเรื่องของการครอบครองปรปักษ์นั้น มีหลักการดังนี้๑. การครอบครองปรปักษ์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ บัญญัติไว้ดังนี้  "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลานานสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์"หลักกฎหมายดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้ ๑) บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น ๒) โดยสงบ ๓) โดยเปิดเผย ๔) โดยเจตนาเป็นเจ้าของ ๕) ครอบครองติดต่อกัน ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา ๑๐ ปี ส่วนสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา ๕ ปี ๖) บุคคลผู้ครอบครองนั้นได้กรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น นี่คือหลักของการครอบครองปรปักษ์ จะเห็นว่า การครอบครองปรปักษ์นั้น มีได้ทั้งทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ต้องครอบครองต่อเนื่องอย่างสงบและเปิดเผยเป็นเวลา ๑๐ ปี ส่วนสังหาริมทรัพย์ใช้เวลาครอบครอง ๕ ปี ทีนี้มาพิจารณาดูว่าอะไรคือ โดยสงบ โดยเปิดเผย และโดยเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายการครอบนั้นจะต้องมี ๓ สิ่งนี้อยู่ด้วยในขณะที่ครอบครอง ดังนั้น ผู้ที่จะได้สิทธิโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น ครอบครองที่ดินนั้นด้วยความสงบ ไม่มีผู้ใดมาคัดค้าน หรือโต้แย้งสิทธิ หรือมีการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างเจ้าของที่ดินผู้มีกรรมสิทธิ์กับผู้ครอบครอง โดยเปิดเผยก็คือ ผู้ครอบครองได้อยู่อาศัย หรือทำกินในที่ดินนั้นอย่างเปิดเผยมีผู้รู้เห็นกันโดยทั่วไป เจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ครอบครองต้องอยู่โดยมีเจตนาเป็นเจ้าของ โดยต้องการยึดถือเอาที่ดินนั้นเป็นของตน
ตัวอย่างเช่น นายขาวเข้าอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินของนายดำ โดยนายดำอนุญาต ดังนี้แม้นายขาวจะครอบครองทำกินอยู่ในที่ดินนั้น นานเกินกว่า ๑๐ ปี นายขาวก็ไม่ได้สิทธิในการครอบครอง หากนายขาวต้องการจะยึดถือที่ดินของนายดำ มาเป็นของตนนายขาวต้องเปลี่ยนลักษณะการยึดถือเพื่อมาเป็นตนตามมาตรา ๑๓๘๑ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครองบุคคลนั้นจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้ ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป......" จะเห็นได้ว่า นายขาวผู้ครอบครองต้องเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังเจ้าของที่ดินก่อน คำถามคือ ระยะเวลาที่จะถือว่าได้สิทธิมาโดยการครอบครองล่ะจะนับยังไง  หากพิจารณากฎหมายอย่างถี่ถ้วนจะเห็นว่า ก่อนหน้าที่นายขาวจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา ๒๓๘๑ นั้น นายขาวอยู่ในที่ดินนั้นโดยอาศัยสิทธิของนายดำ จึงไม่มีการปรปักษ์ ดังนั้น ระยะเวลาในการนับการครอบครองโดยปรปักษ์นั้น จึงต้องนับตั้งแต่เวลาที่นายขาวได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการครอบครองว่าจะยึดถือเพื่อตนไปยังนายดำเจ้าของที่ดิน ระยะเวลาปรปักษ์จึงจะเริ่มนับ
 ประเด็นสงสัยต่อมาคือ ครอบครองปรปักษ์ที่ดินมรดก อย่าลืมว่าการครอบครองปรปักษ์นั้น มีได้แต่ในที่ดินที่ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์ หากที่ดินนั้นมีผู้ครอบครองมีสิทธิ์อยู่แล้วก็ไม่เป็นการครอบครองปรปักษ์ แต่ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ ครอบครอบปรปักษ์ในที่ดินของผู้อื่นจนได้สิทธินั้นโดยกฎหมาย (ครบสิบปี) ภายหลังเจ้าของกรรมสิทธิ์ตายลงทายาทรับมรดกในที่ดินนั้น และได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน เช่นนี้ ผู้ครอบครองจะต้องเริ่มนับระยะเวลา ๑๐ ปี ใหม่หรือไม่ ปัญหานี้ มีคำตอบว่า ผู้ครอบครองสามารถคัดค้าน หรือฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ได้ตาม มาตรา ๑๓๐๐  โดยอ้างว่าผู้ครอบครองได้ที่ดินนั้นโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว และมีสิทธิ์ที่จะได้จดทะเบียนสิทธิก่อน แม้นภายหลังทายาทจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนก็ไม่มีผลให้สิทธิในการครอบครอบของผู้ครอบครองหมดสิ้นไป เนื่องจากทายาทไม่ใช่บุคคลภายนอก ที่เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตามมาตรา ๑๒๙๙ ที่ว่า "....ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว"
 ประเด็นนี้ พิจารณาได้จาก๑. การได้รับที่ดินของทายาทนั้น เป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม๒.ทายาทผู้รับมรดกมิใช่บุคคลภายนอก และ๓.ทายาทผู้รับมรดกมิได้เสียค่าตอบแทน                        ดังนั้น ผู้ครอบครองจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธินั้นได้ ต่อมาลองมาดูว่า ทรัพย์ใดที่อาจถูกครอบครองปรปักษ์ได้
๑. ถ้าที่ดินที่ครอบครองเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ แม้ผู้ครอบครองจะเข้าใจว่าเป็นที่ดินที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ ถ้าครอบครองติดต่อกันจนครบ ๑๐ ปีก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้ ตามมาตรา ๑๓๘๒           
๒. ที่ดินมือเปล่าที่มีการออกโฉนดในภายหลัง การนับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา ๑๓๘๒ ต้องเริ่มนับแต่เวลาที่ออกโฉนดโดยนับระยะเวลาครอบครองในขณะที่เป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ กล่าวคือ มีโฉนด
          ฎีกาที่ ๘๔๑๑/๒๕๔๔  ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินถึงวันฟ้องยังไม่ถึง ๑๐  ปี แม้ว่าผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ร้องก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ตาม ประ มวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ เนื่องจากการครอบครองปรปักษ์ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้อกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป ทั้งผู้ร้องจะนับระยะเวลาการครอบครองก่อนมีการออกโฉนดที่ดินรวมเข้าด้วยมิได้ เพระการที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้อื่นด้วยการครอบครองปรปักษ์นั้น ใช้ได้แต่เฉพาะที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เท่านั้น

 ๓. การนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินที่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินที่มีโฉนด จะเริ่มนับได้ต่อเมื่อที่ดินนั้นพ้นสภาพจากที่ชายตลิ่ง ซึ่งเป็นสาธารณะสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๓๐๔(๒)  มาสู่สภาพเป็นที่งอกริมตลิ่งแล้ว จะนับระยะเวลาครอบครองในขณะที่มีสภาพเป็นที่ชายตลิ่งมานับรวมด้วยไม่ได้ เพราะที่ชายตลิ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ผู้ใดจะยกอายุความขึ้นต่อสู้ไม่ได้ต้องห้ามมาตรา ๑๓๐๖

*** การครอบครองปรปักษ์ต้องเป็นการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นเท่านั้น แต่ถ้าเป็นที่ดินของตนเอง แต่ใส่ชื่อผู้อื่นในโฉนดที่ดินแทน หรือบรรยายฟ้องว่าได้รับมรดกมา จะอ้างว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้
 จะเห็นได้ว่าการครอบครองปรปักษ์ ทรัพย์สินนั้นต้องเป็นของผู้อื่นเท่านั้น และเมื่อทรัพย์สินเป็นของผู้อื่นแล้ว ผู้ครอบครองหาจำต้องครอบครองโดยรู้อยู่ว่าที่ดินเป็นของผู้อื่นหรือไม่ หรือเข้าใจว่าทรัพย์สินเป็นของตนเองก็ได้
                  ต้องมีการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น หลักสำคัญของการครอบครองปรปักษ์ คือ ต้องมีการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น การครอบครองต้องมีการแสดงออกซึ่งการยึดถือทรัพย์สินนั้นเพื่อตน ถ้าทรัพย์นั้นเป็นที่ดินต้องมีการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินนั้นให้เหมาะสมกับสภาพที่ดิน ลำพังการมีชื่อในโฉนดหรือเสียภาษีบำรุงท้องที่ยังไม่มีการเข้ายึดถือที่ดินเลยไม่ถือว่าเป็นการครอบครอง
๔. การที่จำเลยเข้าไปล้อมรั้วในที่ดินซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่า โดยไม่ได้ทำประโยชน์อื่นเลย ไม่ถือว่าเป็นการครอบครอง
@@ ต้องมีการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น และต้องเป็นการครอบครองอย่างสงบและโดยเปิดเผยการครอบครองโดยสงบ หมายความถึง ครอบครองอยู่ได้โดยไม่ถูกจำกัดออกไป ถ้าต่างฝ่ายต่างอ้างความเป็นเจ้าของ มีการแจ้งความกัน ถือว่าครอบครองโดยไม่สงบ ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของหมายถึงต้องมีการครอบครองทำประโยชน์ใช้สอยทรัพย์เช่นเดียวกันกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีการขัดขวางไม่ให้บุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้น ที่สำคัญต้องไม่เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิ์หรือยอมรับอำนาจกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินนั้น เช่นผู้ครอบครองแทน ซึ่งครอบครองโดยรู้อยู่ว่าตนครอบครองโดยอาศัยอำนาจของเจ้าของที่ดิน
          *****การที่ผู้ซื้อครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย ถือว่าเป็นการครอบครองแทนผู้จะขายจนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้นแม้ผู้ซื้อครอบครองนานเพียงใดก็ตามก็จะอ้างการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ การที่ผู้จะซื้อครอบครองที่ดินที่ซื้อขายตามสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นการครอบครองโดยยังยอมรับอำนาจกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินอยู่จนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอน

๕. ทายาทครอบครองที่ดินมรดกตลอดมานับแต่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ ถือเป็นการครอบครองแทน แต่เมื่อผู้จัดการมรดกแบ่งแยกโฉนดเพื่อแบ่งให้ทายาท ทายาทนนั้นกลับยืนยันต่อทายาทคนอื่นๆ ว่าที่ดินนั้นเป็นของตน เป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือแล้ว จึงเริ่มนับระยะเวลาในการครอบครองปรปักษ์ได้
          ฎีกาที่ ๒๗๖๐/๒๕๔๙ การที่จำเลยและมารดาทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมานานกว่า 30 ปี นับแต่ ป.เจ้ามรดกยังคงมีชีวิตอยู่ และเมื่อ ล. เข้าเป็นผู้จัดการมรดก ของ ป. จำเลยก็ยังเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ตลอดมา ถือว่าจำเลยครอบครองแทนทายาท ของ ป. ทุกคน เพราะยังไม่มีการแบ่งแยกที่พิพาทแก่ทายาทโดยชัดเจน แต่เมื่อ ล.ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาท เพื่อแบ่งแก่ทายาทของ ป. มารดาจำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของ ป. ปฏิเสธไม่ยอมรับส่วนแบ่ง โดยยืนยันต่อทายาทคนอื่นๆว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว และเมื่อภายหลังจากที่ ก. รับโอนที่พิพาทจาก ล. ผู้จัดการมรดกแล้ว ก.ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด กลับปล่อยให้จำเลยครอบครองที่พิพาทตลอดมา โดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ นับจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองได้รับโอนที่พิพาทมาจาก ก. เกินกว่า ๑๐ ปี ที่พิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ การที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ก. โดยรู้ดีว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาก่อนแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตอันจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย ตามมาตรา ๑๒๙๙ ว.๒

๖. ครอบครองที่ดินโดยเจ้าของอนุญาตให้อยู่อาศัย หรือเป็นการถือวิสาสะจากเจ้าของที่ดิน ไม่เป็นการครอบครองโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของ
การครอบครองที่ดินเพื่อทำกินต่างดอกเบี้ย เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดิน เพราะเมื่อมีการชำระหนี้ก็ต้องคืนที่ดิน
ในกรณีกรรมสิทธิ์รวม การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งครอบครองทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม เป็นการครอบครองแทนเจ้าของรวมคนอื่น จะเป็นการครอบครองปรปักษ์ได้ต้องมีการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังเจ้าของรวมคนอื่นๆว่าไม่เจตนายึดถือแทนเจ้าของรวมคนอื่นแล้ว

๐๐๐๐ การนับระยะเวลาในการครอบครอง ให้นับระยะเวลาของฝ่ายผู้ครอบครองเท่านั้น ไม่ต้องไปพิจารณาทางฝ่ายเจ้าของดินว่าโอนทรัพย์นั้นหรือไม่
ขอให้มีความสุขในวันวิสาขบูชาทุกท่านค่ะ

บุญรักษาค่ะ By กานต์

วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"ค้ำประกัน/จำนอง หนี้ที่ไม่ได้ใช้"


ค้ำประกัน/จำนอง หนี้ที่ไม่ได้ใช้

ปัจจุบันนี้มีหลายคนที่หลวมตัวไปค้ำประกันหรือเอาทรัพย์สินไปจำนองหนี้ให้แก่ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูงเพราะความไว้ใจบางคนก็เพราะความเกรงใจจึงหยิบยื่นความช่วยเหลือไป สุดท้ายเมื่อลูกหนี้ตัวจริงไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำหรือผู้ที่เอาทรัพย์ไปจำนองให้เพื่อเป็นหลักประกันหนี้ต้องเดือดร้อน และถูกฟ้องเป็นคดีความ จนในที่สุดต้องถูกบังคับให้ชำระหนี้แทน วันนี้ผู้เขียนจะเขียนเรื่องทำอย่างไรเมื่อเราถูกบังคับให้รับชำระหนี้แทนลูกหนี้ที่แท้จริง ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกับกฎหมายเรื่องนี้กันก่อน
** กฎหมายว่าด้วย "ค้ำประกัน" และ "จำนอง" ที่มีการแก้ไขใหม่ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ.๒๕๕๗ (มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นไป) นั้น เกิดขึ้นจากความคิดที่ว่า ต้องการที่จะแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกันและจำนองให้ทันสมัยและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น โดยป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ยืม ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า ทำสัญญาค้ำประกันและจำนองที่มีข้อตกลง ยกเว้นบทบัญญัติของกฎหมายและเอาเปรียบผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจนเกินสมควร เพราะตามความเป็นจริงแล้ว เมื่อมีการกู้ยืมเงินจากผู้อื่น โดยเฉพาะสถาบันการเงิน ผู้ที่มักจะถูกรบกวนให้เอาตัวเข้ามาค้ำประกันหนี้ หรือเอาทรัพย์สินมาจดจำนองเพื่อเป็นการรับประกันการชำระหนี้กรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้นั้น ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นบุคคลใกล้ตัวหรือผู้ที่ความสนิทสนมใกล้ชิดกับลูกหนี้ อาทิ ครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือพวกพ้อง เป็นต้น ซึ่งบุคคลดังกล่าว มักไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องหรือมีส่วนในการใช้เงินที่ลูกหนี้ไปกู้ยืมมาสักเท่าใดนัก
ในส่วนของค้ำประกัน ตามกฎหมายเดิม บัญญัติให้ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเสมือน "ลูกหนี้ร่วม" กับลูกหนี้ชั้นต้น ที่เจ้าหนี้สามารถทวงหนี้กับใครก่อนก็ได้ ส่งผลให้ผู้ค้ำประกันถูกฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหาย และถูกฟ้องล้มละลายกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ค้ำประกันเป็นอย่างยิ่ง
ในส่วนของจำนอง ก็คล้ายๆกับค้ำประกันเพราะกฎหมายให้นำหลักการของการค้ำประกันมาใช้บังคับกับการจำนองด้วยโดยอนุโลม เช่น การตกลงผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ ผู้ค้ำประกันจะตกลงกับการผ่อนเวลาด้วยแต่ข้อตกลงดังกล่าวห้ามทำไว้ล่วงหน้า มิฉะนั้นจะเป็นโมฆะ เป็นต้น ซึ่งเท่าที่ผ่านมา เจ้าหนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ สถาบันการเงินต่างๆ หรือผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมมักจะอาศัยความได้เปรียบในทางการเงินและตามกฎหมายกำหนดข้อตกลงอันเป็นการยกเว้นสิทธิของผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือให้ค้ำประกันหรือผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ทำให้ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้รับความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย


ประเด็นแรก ค้ำประกันคืออะไร ค้ำประกันคือ สัญญาที่บุคคลภายนอกคนหนึ่ง เข้าทำสัญญากับเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ หมายถึงการที่บุคคลคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ยอมเอาตัวเข้าไปค้ำประกันให้บุคคลอีกคนหนึ่งที่เป็นลูกหนี้ โดยให้สัญญาว่าจะชำระหนี้แทนลูกหนี้หากลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้นั้น เปรียบได้กับคำสุภาษิตโบราณที่กล่าวไว้ว่า "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่เอากระดูกมาแขวนคอ" ซึ่งผู้ที่ค้ำประกันหนี้นั้น มิได้รับประโยชน์อันใดจากการเอาตัวเข้าไปผูกพันนั้นเลย และอาจยังต้องถูกบังคับชำระหนี้หากลูกหนี้นั้นไม่ชำระหนี้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๐ บัญญัติไว้ว่า "อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอก คนหนึ่งเรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใด อย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้ บังคับคดีหาได้ไม่"
มาตรา ๖๘๑ "อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์
หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกันและระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน เว้นแต่เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวตามมาตรา ๖๙๙ จะไม่ระบุระยะเวลาดังกล่าวก็ได้
สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น
หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้นก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่าผู้ค้ำ ประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน”

มาตรา ๖๘๑/๑ "ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”

มาตรา ๖๘๕/๑ "บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา ๖๘๑ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา ๖๙๔ มาตรา ๖๙๘ และมาตรา ๖๙๙ เป็นโมฆะ”

*** เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่า ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้น การทำสัญญาค้ำประกันจะต้องกระทำดังนี้
๑. ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้
๒. ลักษณะมูลหนี้ที่เข้าค้ำประกัน
๓. จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน
๔. ระยะเวลาที่ค้ำประกัน (กำหนดเวลาสิ้นสุด) กรณีนี้หากเป็นหนี้ที่จะเกิดขึ้นเป็นคราวๆ ในอนาคตมีลักษณะเป็นกิจการเนื่องไปหลายคราว เช่น การค้ำประกันการทำงานของลูกจ้าง การค้ำประกันเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอาจไม่ต้องระบุเรื่องการจำกัดเวลาก็ได้ (แต่ก็ยังต้องระบุมูลหนี้ และวงเงินที่เข้าค้ำประกัน) มาตรานี้ ใช้บังคับหลังจากที่ประกาศใช้แล้วไม่มีผลย้อนหลัง ไม่ใช้บังคับกับสัญญาที่เกิดก่อน ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

ประเด็นที่สอง ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ (มาตรา ๖๘๑/๑) มาตรานี้บัญญัติเพื่อให้ผู้ค้ำประกันมีสถานะเป็นลูกหนี้ชั้นที่สองอย่างแท้จริง ไม่ให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสถานะหรือฐานะที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจเอาเปรียบผู้ค้ำประกัน โดยกำหนดให้ข้อตกลงที่ยกเว้นลักษณะนี้เป็นโมฆะ และมาตรานี้ใช้กับสัญญาที่เริ่มทำตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นไป ถ้าสัญญาที่ทำก่อนนี้ ข้อตกลงในลักษณะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยังคงใช้ได้

ประเด็นที่สาม ข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างจากบทบัญญัติที่มีไว้เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกัน
มิให้ต้องรับผิดเกินสมควร เป็นโมฆะ (มาตรา ๖๘๕/๑)
คือ ห้ามตกลงแตกต่างจากที่บัญญัติไว้ตามมาตรา ๖๘๑ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา ๖๙๔ มาตรา ๖๙๘ และมาตรา ๖๙๙ ทั้งนี้ โดยมาตรา ๖๘๕/๑

ประเด็นที่สี่ เมื่อลูกหนี้ผิดนัดเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวแก่ผู้ค้ำประกัน (มาตรา ๖๘๖) ซึ่งตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้น ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันในประเด็นว่าหากผู้ค้ำประกันมีโอกาสทราบว่าลูกหนี้ที่ตนไปค้ำประกันเริ่มผิดนัด ผู้ค้ำประกันอาจชำระเงินแทนให้แก่เจ้าหนี้เพื่อที่ตนจะไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยหรือความเสียหายอื่นที่อาจมีหากลูกหนี้ผิดนัด โดยมาตรา ๗๓๕ บัญญัติว่า "เมื่อผู้รับจำนองคนใดจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนจึงจะบังคับจำนองได้" ดังนั้น หากเจ้าหนี้ไม่บอกกล่าวตามที่กฎหมายกำหนด มีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้นั้นนับแต่พ้นเวลาดังกล่าว

**** ข้อสังเกต
๑. เจ้าหนี้ยังใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ไม่ได้ แม้ลูกหนี้จะผิดนัด เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อน ซึ่งการบอกกล่าวเป็นการตั้งสิทธิเรียกร้อง ดังนั้นอายุความสำหรับผู้ค้ำประกันจึงเริ่มนับแต่วันที่หนังสือบอกกล่าวไปถึงผู้ค้ำประกัน
๒. หากเกินกำหนด ๖๐ วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด แล้วเจ้าหนี้ยังไม่ทำหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน เจ้าหนี้ก็ยังคงมีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ในส่วนเงินต้นอยู่ (แต่ในส่วนดอกเบี้ยฯ น่าจะเรียกได้ถึงเพียงก่อนผิดนัด บวกอีก ๖๐ วันนับแต่ผิดนัดเท่านั้น)
*** มาตรานี้ ใช้บังคับนับแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ แม้สัญญาเกิดก่อนวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๕๘ ก็ตาม (ถ้าลูกหนี้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๕๘ เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำฯ)
๓. หากเจ้าหนี้กระทำการใดๆ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ให้ลูกหนี้หรือข้อตกลงที่เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ โดยมาตรา ๖๙๑ บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่เจ้าหนี้ตกลงกับลูกหนี้ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกันรวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ให้เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตกลงกันนั้น ถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้วก็ดี ลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดไม่ครบถ้วนแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือนั้นแล้วก็ดีหรือลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดนั้นแล้วก็ดี ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกัน ในการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้ แม้จะล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดแต่ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาชำระหนี้ดังกล่าวในกรณีที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้ว ให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงนั้น ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ทำขึ้นภายหลังที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว หากในข้อตกลงนั้นมีการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ มิให้ถือว่าเป็นการผ่อนเวลาตามมาตรา ๗๐๐”
*** ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบัญญัติดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายได้กำหนดให้สิทธิผู้ค้ำประกันที่จะอาศัยประโยชน์จากข้อตกลงปรับลดหนี้โดยการเข้าชำระหนี้ตามข้อตกลงที่มีการปรับลดนั้นได้ โดยกำหนดให้มีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุดจากความรับผิด ใน ๓ กรณี คือ
๑) ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ครบถ้วนตามจำนวนที่ลด
๒)ลูกหนี้ชำระหนี้ตามจำนวนที่ลด แต่ชำระไม่ครบถ้วน ผู้ค้ำประกันได้ชำระส่วนที่เหลือจนครบ
๓)ลูกหนี้ไม่ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลด แต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระแทนจนครบ

**** ข้อสังเกต
๑. มาตรานี้มีผลทันที แม้สัญญาเกิดก่อนวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ (ถ้าทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างนับแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) ดูบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๐
๒. วรรคสอง ข้อตกลงที่เป็นการเพิ่มภาระหนี้แก่ผู้ค้ำประกัน ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ (ไม่มีผลกับสัญญาที่เกิดก่อน ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
๓. อนุโลมใช้กับการจำนองด้วย (มาตรา ๗๒๗)
ประเด็นที่ห้า มาตรา ๗๐๐ แก้ไขเรื่องผ่อนเวลา โดยห้ามกำหนดข้อตกลงไว้ล่วงหน้าให้ผู้ค้ำประกันยินยอมในการผ่อนเวลา คือ จะไปกำหนดในสัญญายกเว้นกรณีนี้ไม่ได้ ซึ่งตามกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้โดยหลักแล้ว ยังคงใช้หลักการตามกฎหมายเดิม คือถ้าเจ้าหนี้จะผ่อนเวลาให้ลูกหนี้โดยที่ผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกลงด้วย ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิด (ต่างตรงที่เดิม เจ้าหนี้จะเขียนยกเว้นในสัญญาได้ แต่ปัจจุบันจะเขียนยกเว้นเช่นนั้นไม่ได้) หากเจ้าหนี้จะผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ เจ้าหนี้จะต้องเรียกให้ผู้ค้ำประกันให้ความยินยอมในขณะผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ด้วย และตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่นี้ไม่กระทบกับสัญญาเดิมที่ทำก่อนวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ และมาตรานี้ให้อนุโลมใช้กับการจำนองด้วย (มาตรา ๗๒๗)

ประเด็นที่หก มาตรา ๗๑๔/๑ "บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการจำนองที่แตกต่างไปจากมาตรา ๗๒๘ มาตรา ๗๒๙ และมาตรา ๗๓๕ เป็นโมฆะ" ซึ่งมาตรานี้เป็นการบัญญัติเพื่อคุ้มครองผู้จำนอง ให้มีความชัดเจนมากขึ้น แลไม่มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับกับสัญญาจำนองที่ทำก่อน๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ในส่วนของมาตรา ๗๒๗ นั้นให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖๙๑ มาตรา ๖๙๗ มาตรา ๗๐๐ และมาตรา ๗๐๑ มาใช้บังคับกับกรณีที่บุคคลจำนองทรัพย์สินเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระด้วยโดยอนุโลม โดยแก้จากประกันด้วยบุคคลคนเดียวเป็นบุคคลหลายคนที่จำนองประกันหนี้ที่บุคคลอื่นต้องชำระ และเพิ่มให้ผู้จำนองซึ่งจำนองประกันหนี้ที่บุคคลอื่นต้องชำระนำบทบัญญัติมาตรา ๖๙๑ มาใช้อ้างได้ด้วย และให้สิทธิแก่ผู้จำนองที่จำนองประกันหนี้ที่บุคคลอื่นต้องชำระโดยกำหนดให้ผู้จำนองมีสิทธิที่จะอ้างเหตุหลุดพ้นได้ทำนองเดียวกันกับผู้ค้ำประกัน จำนองที่จำนองประกันหนี้ที่บุคคลอื่นต้องชำระ (อาจจะมีคนเดียวหรือหลายคน) ก็สามารถ ยกมาตรา ๖๙๑, ๖๙๗, ๗๐๐, ๗๐๑ ขึ้นอ้างเพื่อหลุดพ้นจากความรับผิดได้ แม้สัญญาจำนองทำก่อน ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

ประเด็นที่หก มาตรา ๗๒๗/๑ "ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด
ข้อตกลงใดอันมีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง หรือให้ผู้จำนองรับผิดอย่างผู้ค้ำประกัน ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ทั้งนี้ ไม่ว่าข้อตกลงนั้นจะมีอยู่ในสัญญาจำนองหรือทำเป็นข้อตกลงต่างหาก"


*** มาตรานี้กำหนดความรับผิดของผู้จำนองที่จำนองประกันหนี้ที่บุคคลต้องชำระ ไม่ต้องรับผิดเกินไปกว่าราคาทรัพย์ที่จำนอง และกำหนดให้ข้อตกลงที่ให้ผู้จำนองต้องรับผิดเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นโมฆะ
เป็นหลักการใหญ่ในเรื่องการประกันหนี้ด้วยทรัพย์ในลักษณะจำนอง ผู้จำนองไม่ต้องรับผิดเกินไปกว่าราคาทรัพย์ที่จำนองประกันหนี้ และในวรรคสอง ได้กำหนดให้ข้อตกลงที่มีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินกว่าทรัพย์ที่จำนอง หรือให้ผู้จำนองรับผิดอย่างผู้ค้ำประกัน เป็นโมฆะ
ปัญหาคือ หากเจ้าหนี้ให้ทำสัญญา ๒ สัญญาคือจำนองและค้ำประกันในมูลหนี้เดียว สัญญานั้นจะมีผลอย่างไร ในปัญหานี้สัญญาในส่วนค้ำประกันอาจเป็นโมฆะคงเหลือแต่เฉพาะสัญญาจำนอง มาตรานี้ไม่มีผลย้อนหลัง สัญญาที่ทำก่อน ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ยังคงใช้บังคับได้

ประเด็นที่เจ็ด มาตรา ๗๒๘ "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ถ้าผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาสิบห้าวันนั้น ให้ผู้จำนองเช่นว่านั้นหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวันดังกล่าว"

มาตรา ๗๒๙ "ในการบังคับจำนองตามมาตรา ๗๒๘ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดภายในบังคับแห่งเงื่อนไขดังจะกล่าวต่อไปนี้แทนการขายทอดตลาดก็ได้
(๑) ลูกหนี้ได้ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึงห้าปี และ
(๒) ผู้รับจำนองแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นน้อยกว่าจำนวนเงินอันค้างชำระ"
มาตรา ๗๒๘ ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้และผู้จำนองโดยให้เวลาอีก ๑๕ วัน นับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ หากเจ้าหนี้ไม่ส่งภายในเวลา ผู้จำนอง (เป็นผู้ที่เอาทรัพย์ของตนมาจำนองเพื่อประกันหนี้ให้ลูกหนี้ไม่ใช่ตัวลูกหนี้) จะหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนของดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ค่าภาระติดพันฯ สังเกตว่ามาตรานี้ให้กรอบเวลาตามกฎหมายไว้ว่า “เมื่อจะบังคับจำนอง.....” ดังนั้นหากผู้รับจำนองไม่คิดจะบังคับจำนอง ก็ถือว่ายังไม่เริ่มกระบวนการบังคับจำนอง ผู้รับจำนองก็ไม่จำเป็นต้องทำหนังสือบอกกล่าวลูกหนี้รวมทั้งผู้จำนอง ต่างกับกรณีค้ำประกัน กฎหมายบังคับว่า ๖๐ วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัดเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน มิฉะนั้น ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นในส่วนของดอกเบี้ยฯ หลังจากมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ก็ต้องไปฟ้องศาล ซึ่งขั้นตอนนี้เลือกได้ ๒ ทางคือ ฟ้องขอให้ศาลสั่งขายทอดตลาด ตามมาตรา ๗๒๘ หรือ ขอให้ศาลสั่งให้เอาทรัพย์จำนองหลุด ตาม มาตรา ๗๒๙ ส่วนในมาตรา ๗๒๙ บัญญัติไว้เพื่อ ไม่ให้ตีความว่าทำนองว่าหากขอให้ศาลสั่งให้เอาทรัพย์จำนองหลุด ไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนอง และกำหนดให้เป็นหน้าที่ผู้รับจำนองที่จะเป็นผู้พิสูจน์ว่าราคาทรัพย์จำนองน้อยกว่าจำนวนหนี้
โดยไม่ว่าเลือกการบังคับจำนองโดยวิธีใดก็ต้องเริ่มจากการบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนตาม ๗๒๘ ซึ่งการบังคับเอาทรัพย์จำนองหลุดเป็นสิทธิ
การบังคับจำนองมีเงื่อนไข ๓ ประการคือ
๑.ไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นเหนือทรัพย์เดียวกัน
๒.ค้างดอกเบี้ยเป็นเวลา ๕ ปี
๓.ราคาทรัพย์จำนองน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้รับจำนองมีหน้าที่พิสูจน์ว่า ราคาทรัพย์นั้นน้อยกว่าเงินที่ค้างชำระ

ประเด็นสุดท้าย หลังจากที่ได้พิจารณาข้อกฎหมายตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มาแล้ว ผู้เขียนจะขออธิบายเรื่องขอบเขตและสิทธิของผู้ค้ำประกันคร่าวๆ ดังนี้

๐๐ ขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกัน
ผู้ค้ำประกัน จะไม่จำกัดความรับผิดหรือจะจำกัดความรับผิดชอบของตนไว้ในสัญญาค้ำประกันด้วยก็ได้ ถ้าไม่ต้องการรับผิดอะไรบ้าง หรือต้องการจำกัดขอบเขตความรับผิดไว้เพียงใด ก็ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจน เช่น ลูกหนี้กู้เงินเจ้าหนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ผู้ค้ำประกันจะจำกัดความรับผิดเฉพาะกรณีที่บุคคลนั้น ทำความเสียหายเนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่ไม่รวมถึงประมาทเลินเล่อด้วยก็ได้ เมื่อจำกัดความรับผิดไว้แล้วก็รับผิดเท่าที่จำกัดไว้ แต่ถ้าไม่จำกัดความรับผิดเมื่อลูกหนี้ผิดสัญญาต่อเจ้าหนี้ ไม่ชำระเงินหรือค่าเสียหายมากน้อยเพียงใด ผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดจนสิ้นเชิงเช่นเดียวกับลูกหนี้ทุกอย่าง เมื่อทำสัญญาประกันแล้วผู้ค้ำประกันต้องผูกพันตามสัญญานั้น เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องหรือฟ้องให้รับผิดได้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด

๐๐ สิทธิของผู้ค้ำประกัน
๑. เมื่อผู้ค้ำประกันถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ มิใช่ผู้ค้ำประกันต้องชำระหนี้ทันทีแต่มีสิทธิที่จะเกี่ยงให้เจ้าหนี้ ไปเรียกร้องเอาจากลูกหนี้ก่อนได้ ทั้งนี้ภายใต้ข้อยกเว้นบางประการและถ้า เจ้าหนี้ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับลูกหนี้ก็ยังมีสิทธิพิสูจน์ต่อศาลว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินชำระหนี้ได้และการที่จะบังคับจากลูกหนี้นั้นไม่เป็นการยาก ถ้าผู้ค้ำประกันนำพยานเข้าสืบและฟังได้เช่นนั้น ศาลก็ต้องบังคับเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนเพราะหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องชำระมิใช่เป็นหนี้ของผู้ค้ำประกันเอง ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ ชั้นที่สอง ซึ่งบางกรณีเจ้าหนี้เอาเปรียบลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน ในสัญญาสำเร็จรูป จะมีความว่า “ให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้” คือเป็นลูกหนี้ร่วมเท่ากับให้ผู้ค้ำประกันรับผิดหนักขึ้น ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญาค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่าจะยอมรับผิดเช่นนั้นหรือไม่ ถ้ายอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้ก็ไม่มีสิทธิที่จะเกี่ยวดังกล่าวข้างต้น
๒. เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ไม่ว่าชำระแต่โดยดี หรือชำระหนี้โดยถูกบังคับตามคำพิพากษา ผู้ค้ำประกันก็มีสิทธิรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ในอันที่จะเรียกเอาเงินชำระให้เจ้าหนี้ใช้แล้วนั้น คืนจากลูกหนี้ได้ตามจำนวนที่ชำระไปตลอดจนทั้งค่าเสียหายต่าง ๆ เนื่องจากการค้ำประกัน

**** การเป็นผู้ค้ำประกันนั้นมีแต่เสีย เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเซ็นชื่อในสัญญาค้ำประกัน ต้องพิจารณาตัวลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะชำระหนี้แทนให้ดีว่ามีความสามารถชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ได้แค่ไหน และมีความซื่อสัตย์สุจริตเพียงใด ทั้งต้องพิจารณาข้อความในสัญญาให้รอบคอบ บางทีกำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดหนักขึ้น หรือสละสิทธิบางอย่างอันอาจทำให้ ไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ไม่ได้ เมื่อเข้าใจข้อความในสัญญาดีแล้วจึงค่อยลงชื่อในสัญญาค้ำประกัน

๐๐ การพ้นความรับผิดของผู้ค้ำประกัน เมื่อเซ็นชื่อในสัญญาแล้วผู้ค้ำประกันก็มีภาระจะต้องรับผิดต่อเจ้าหน้าที่จนกว่าหนี้ของลูกหนี้ จะระงับไป ตราบใดที่หนี้ของลูกหนี้ยังมีอยู่ผู้ค้ำประกันก็ไม่พ้นความรับผิด แต่มีพฤติการณ์บางอย่างที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิด

๐๐ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้สามารถบังคับชำระหนี้ได้จากผู้ค้ำประกัน แต่การที่จะฟ้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้นั้น จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญมิใช่ตกลงกันด้วยปากเปล่าซึ่งฟ้องไม่ได้ ตามธรรมดาถ้าทำสัญญาค้ำประกันตามแบบซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเป็นแบบซึ่งทำโดยผู้รู้กฎหมาย แต่ถ้าทำกันเองก็อาจเกิดปัญหาได้ ถ้าเราเป็นเจ้าหนี้ก็ต้องระมัดระวังในข้อนี้ ในเอกสารนั้นต้องมีข้อความอันเป็นสาระสำคัญว่า ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ผู้ค้ำประกันจะชำระหนี้แทน มิฉะนั้นอาจฟ้องผู้ค้ำประกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นสัญญาค้ำประกันตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่นี้ ได้คุ้มครองผู้ค้ำประกัน และผู้จำนองมิให้ถูกเจ้าหนี้เอาเปรียบมาเกินไป โดยถูกฟ้องบังคับชำระหนี้มากกว่าจำนวนเงินที่ต้องชำระ และห้ามมิให้มีข้อตกลงยกเว้นกฎหมายเอาไว้ในสัญญา ที่แต่เดิมข้อตกลงที่คู่สัญญาทำกันไว้ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในหนี้ของลูกหนี้เกินกว่าความเป็นจริง

ขอให้มีความสุขุกท่านนะคะ บุญรักษาค่ะ

By กานต์ ๙/๕/๖๐



วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ฉ้อโกงกับคนโกง


ฉ้อโกงกับคนโกง


วันนี้ผู้เขียนขอเล่าเรื่องกฎหมายที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดซักเรื่องหนึ่ง ธรรมดามนุษย์ปุถุชนย่อมมีความเห็นแก่ตัว ด้วยกันทั้งสิ้น เว้นแต่ว่าผู้ใดจะมี หิริโอตัปปะ ความละอายต่อบาปมากน้อยต่างกัน ละอายมากก็เห็นแก่ตัวน้อยหน่อย ละอายน้อยก็เห็นแก่ตัวมากขึ้นเป็นธรรมดา คนบางคนก็แต่งตัวดีมีการศึกษา แต่จิตใจเต็มไปด้วยความคดโกง ทำมาหากินด้วยการเอาเปรียบผู้อื่น วันนี้ผู้เขียนจะมาเล่าเรื่องของการฉ้อโกง มาดูกันว่าอะไรคือ “ฉ้อโกง” และใครเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

เรื่องความผิดฐานฉ้อโกงนี้ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณคือ สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยแต่เดิมกฎหมายเราใช้คำว่า “ฉ้อ” ในการตรากฎหมายไว้ในพระอัยการหลวง ต่อมาได้ถูกยกเลิกโดยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ซึ่งเนื้อหาโดยรวมยังคงใช้ตามที่บัญญัติไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่รวบรวมหมวดหมู่ให้มาอยู่ในที่เดียวกันเท่านั้น และในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ได้ออกประกาศ “ลักษณะฉ้อ” ร.ศ. ๑๑๙ ที่มีการวางแนวทางของความผิดฐานฉ้อโกงให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น มีการแบ่งแยกความผิดทางแพ่งและทางอาญาออกจากกัน โดยมีการลงโทษผู้ฉ้อในทางอาญาขณะเดียวกันผู้เสียหายอาจเรียกค่าชดใช้ทางแพ่งในส่วนที่ตนต้องเสียไปได้อีก ซึ่งตามประกาศฉบับนี้วางหลักไว้ในมาตรา ๑ ว่า “ผู้ใดหลอกลวงเอาเงินหรือของจากผู้อื่นโดยจงใจที่จะฉ้อ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔ เท่า หรือทั้งจำทั้งปรับ”

คำว่า “หลอกลวง” ตามกฎหมายฉบับนี้ ได้อธิบายความหมายไว้ในมาตรา ๒ ว่า หมายถึงการกระทำโดยวาจาก็ดีโดยหนังสือก็ดี กิริยาก็ดีให้เขาเข้าใจว่าการอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นไปหรือเกิดขึ้นหรือมีอยู่ ผิดไปจากความจริง แต่การหลอกลวงในการที่ตั้งใจว่าจะทำอะไรในเบื้องหน้านั้น ไม่เรียกว่าหลอกลวง แต่เรียกว่าไม่ทำตามปฏิญาณ นอกจากนี้ในมาตรา ๓ ยังได้อธิบายคำว่า “เอามาได้จากผู้อื่น” ว่า เป็นการเอาไปเองหรือหลอกให้เขาไปให้ผู้อื่น และมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

การหลอกลวงผู้อื่น คือ การทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด หรือทำให้หลงเชื่อในสิ่งที่ผิดไปจากความเป็นจริง การหลอกลวงที่จะเป็นความฐานฉ้อโกงตามกฎหมายอาญา จะต้องเป็นการหลอกลวงโดย

๑.การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ
๒.ปกปิดความจริงซึ่งควรแจ้งให้ทราบ

** มาตรา ๓๔๑ ต้องมีเจตนาพิเศษคือ โดยทุจริต ได้แก่การแสวงหาประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการได้ทรัพย์ไปโดยการหลอกลวงเอากรรมสิทธิ์จึงไม่เป็นการลักทรัพย์แต่การหลอกลวงเอาการครอบครองไม่เป็นฉ้อโกงคงเป็นลักทรัพย์อยู่ตามเดิม โดยถือว่าเป็นลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย (ศ.จิตติ ติงศภัทริย์) เช่น การหลอกซื้อผ้า หากเจ้าของติดตามเอาทรัพย์คืนและมีการทำร้ายร่างกายเจ้าของทรัพย์ก็ไม่เป็นชิงทรัพย์ เพราะการหลอกซื้อผ้าเป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นฉ้อโกง ไม่ใช่ลักทรัพย์ การใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อยึดถือทรัพย์ไว้ก็ไม่เป็นชิงทรัพย์แต่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และฐานทำร้ายร่างกาย

หากผู้กระทำผิดกล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตแต่มีข้อเท็จจริงที่แสดงว่า สภาพจิตใจของผู้กระทำในขณะที่แสดงไม่เป็นดังที่แสดงจึงเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงในปัจจุบันอันเป็นความเท็จรวมอยู่ด้วยก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ความผิดฐานฉ้อโกงกับการผิดสัญญาในทางแพ่ง

การไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือคำรับรองในอนาคตในบางกรณีเป็นปัญหาคาบเกี่ยวว่า เป็นเพียงผิดสัญญาในทางแพ่งหรือเป็นความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงด้วย ในการแบ่งแยกนั้นคงต้องพิจารณาว่าขณะทำสัญญาหรือให้คำรับรองนั้น จำเลยมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ ถ้ามีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือให้คำรับรอง แม้ภายหลังไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาหรือให้คำรับรองนั้นได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ จะถือว่าเป็นการแสดข้อความอันเป็นเท็จไม่ได้ ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นเพียงผิดสัญญาหรือคำรับรองซึ่งเป็นความรับผิดในทางแพ่งเท่านั้น (ฎีกาที่ ๑๒๒๙/๒๕๓๖)

มาตรา ๓๔๒ ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ
(๑) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ
(๒) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
** มาตรา ๓๔๒ (๑) การแสดงตนเป็นคนอื่นหมายถึง เป็นคนอีกคนหนึ่งไม่ใช่เพียงแต่หลอกลวงหรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจฐานะของตนผิดไปเท่านั้น และแม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่มีตัวตนจริงๆ ก็ตาม
(๒) ความเบาปัญญาของเด็กนั้นหมายความว่า เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อันเป็นสภาพธรรมดาของเด็กทั่วไปมิใช่ว่าเด็กนั้นจะต้องโง่กว่าเด็กตามปกติ ส่วนความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวงนั้นหมายถึง ผู้มีภาวะแห่งจิตต่ำกว่าปกติ เช่น คนชรา คนป่วย คนสติไม่ปกติ คนวิกลจริต เป็นต้น
มาตรานี้เป็นเหตุให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ดังนั้น ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงตามมาตรา ๖๒ วรรคท้ายด้วย

มาตรา ๓๔๓ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๔๑ ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา ๓๔๒ อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

** มาตรา ๓๔๓ การแสดงเจตนาเท็จต่อประชาชนไม่ถือจำนวนผู้เสียหายว่ามากหรือน้อย แต่ถือเจตนาแสดงเท็จ เป็นสำคัญ และเมื่อมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนทั่วไปแล้ว แม้ภายหลังจะมีการบอกต่อกันเป็นทอดๆ ก็เป็นความผิดฐานฉ้อโกง


ฎีกาที่ 5292/2540
การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อย แต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญและไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการดังกล่าวด้วยต้นเองมาตั้งแต่ต้นทุกครั้งเพียงแต่จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วมีการบอกต่อกันไปเป็นทอดๆ เมื่อผู้เสียหายคนหลังทราบข่าวและมาสอบถามจำเลยจำเลยได้ยืนยันแสดงข้อความอันเป็นเท็จนั้นและให้ผู้เสียหายไปติดต่อที่แฟลตทุกครั้ง อันถือได้ว่าเป็นสำนักงานของจำเลยกับพวก แม้จะไม่มีการประกาศรับสมัครงานปิดไว้ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นการฉ้อโกง ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แล้ว จำเลยกับพวกมิได้เป็นผู้รับอนุญาตให้จัดหางานมิได้เป็นกรรมการหุ้นส่วนหรือผู้จัดการของผู้ได้รับอนุญาตให้จัดหางานซึ่งเป็นนิติบุคคล ประกอบกับฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่ายังไม่มีตำแหน่งงานหรืออัตรางานในประเทศบาร์เรนตามที่โฆษณาชักชวนแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายอย่างจริงจังเป็นเพียงอุบายหลอกลวงอ้างเรื่องการจัดหางานเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบค่าบริการให้จำเลยเท่านั้นไม่ต่างกับการหลอกลวงโดยอ้างเหตุอื่น ๆ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลังจากทราบมาตราที่เกี่ยวข้องและคำอธิบายไปบ้างแล้ว ต่อไปเรามาดูกันว่าใครคือผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในความผิดฐานฉ้อโกง

ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔, ๕, ๖ ทั้งนี้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ซึ่งผู้เสียหายตามมาตรา ๒(๔) นี้ต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาเท่านั้น หากไม่ใช่ความผิดอาญาแล้วไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ และผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงนี้ต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

๑. ผู้เสียหายโดยนิตินัย หมายความว่า เป็นผู้เสียหายตามความเป็นจริง ซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกฉ้อโกง
๒.ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด หรือเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
๓. การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงนั้นมิได้มีผลสืบเนื่อง หรือมีสาเหตุมาจากตน

ประเด็นแรก เป็นผู้เสียหายเพราะได้รับ เสียหาย อย่างไรจึงถือว่าได้รับความเสียหาย ....จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมให้นำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้ารายละ ๒,๐๐๐ บาท จากยอดเบี้ยเลี้ยงทหารที่สามารถเบิกจ่ายได้จริงรายละ ๒,๖๐๐ บาท ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารและมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อตกลงซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรวม ๑๑๘ ราย และมอบเงินรวม ๒๓๖,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยไป การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑

เมื่อไม่ปรากฏว่ามีข้อห้ามการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหาร ดังนั้น การซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารที่จำเลยหลอกโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่กิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามแต่เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎีกาที่ ๔๐๐๕/๒๕๕๑)

@ จากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า จำเลยกล่าวความเท็จแก่โจทก์ว่า ตนสามารถซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารได้ทั้งๆ ที่ความจริงจำเลยไม่สามารถซื้อได้ จึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ และการหลอกลวงเช่นว่านั้น ทำให้จำเลยได้เงินไปจากโจทก์ เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว จะทราบว่าการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารนั้นไม่มีข้อห้ามมิให้มีการซื้อขายอันมีวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามแต่อย่างใด โจทก์จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรง ต่างกับกรณีธนาคารซึ่งเป็นผู้รับฝากเงิน ซึ่งธนาคารย่อมมีอำนาจเอาเงินที่รับฝากตามจำนวนไปใช้จ่ายหรือหาประโยชน์ได้ เพียงแต่มีหน้าที่ต้องคืนเงินแก่ผู้ฝากให้ครบถ้วนตามจำนวนที่ฝาก หากธนาคารจ่ายเงินให้จำเลยไปเพราะถูกจำเลยหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เช่นนี้ต้องถือว่าธนาคารผู้รับฝากเป็นผู้เสียหาย ผู้รับฝากเงินไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ (ฎีกาที่ ๘๗/๒๕๐๖ (ประชุมใหญ่))

ประเด็นที่สอง ผู้เสียหายต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ส.และสามีมิได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและทางราชการก็มิได้ยึดทรัพย์สินของ ส.การที่ ส. มอบเงินจำนวน ๓๐๕,๐๐๐ บาทแก่จำเลยสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงของจำเลยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มิใช่ ส. หรือสามีกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ส. มอบเงินให้แก่จำเลยเพื่อให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ ส. หรือสามีพ้นผิดจากความผิด จึงถือไม่ได้ว่า ส. ได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ส. ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานฉ้อโกงได้ (ฎีกาที่ ๔๒๑๒/๒๕๕๐)

ตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวนี้มีข้อเท็จจริงประกอบว่า ส. สงสัยว่า สามีของตนติดพันหญิงอื่น จึงนำเรื่องปรึกษาจำเลย จำเลยยืนยันว่าสามีของ ส. มีความสัมพันธ์กับ ม. ซึ่งมีสามีเป็นคนญี่ปุ่น สามีของ ม. เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ เจ้าพนักงานตำรวจกำลังสืบหาที่อยู่ของ ม. เพื่อยึดทรัพย์สิน และจะตรวจยึดทรัพย์ของ ส. ด้วย หากนางสวนิตไม่ต้องการถูกยึดทรัพย์สิน นางสวนิตต้องนำเงินไปให้พันตำรวจตรี น.เพื่อนของจำเลยเพื่อฆ่าสามีของ ส. โดยต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือมอบเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ผ่านจำเลยให้แก่พันตำรวจตรี น. เพื่อมอบแก่นายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือสามีของตนออกจากกระบวนการค้ายาเสพติด ส. หลงเชื่อมอบเงิน ๓๐๕,๕๐๐๐ บาท (เป็นค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ๕,๐๐๐ บาท) แก่จำเลย ความจริงไม่มีข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างเกิดขึ้นจริง หากแต่จำเลยมีเจตนาทุจริตหลอกลวง ส. ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จมาแต่ต้น ซึ่ง ส. และสามี ไม่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และไม่ได้จะถูกยึดทรัพย์ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะให้เงินจำเลยเพื่อไปวิ่งเต้นเจ้าพนักงานให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ แต่ที่ ส. ให้เงินจำเลยไปเพราะถูกจำเลยหลอกลวงด้วยการกล่าวข้อความอันเป็นเท็จ ดังนั้น ส. จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกจำเลยหลอกลวงนั่นเอง

ประเด็นที่สาม หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายเพราะผู้แทนนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดไม่ฟ้องร้องตนเอง โดยปกติแล้ว เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้แทนของนิติบุคคลจะเป็นผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด แต่หากผู้แทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำผิดอาญาเสียเองย่อมไม่จัดการแทนนิติบุคคล โดยฟ้องร้องกล่าวหาตนเองต่อศาล ดังนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้น และโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๙ ได้บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นฟ้องคดีได้ หากกรรมการทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี จึงถือได้ว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทเป็นผู้เสียหาย

ประเด็นที่สี่ กรณีไม่ใช่ผู้เสียหาย กฎหมายมุ่งคุ้มครองผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด และผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงนั้นจะต้องได้รับความเสียหายอันเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการถูกหลอกลวงนั้นโดยตรง

จำเลยพูดจาหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ ๑ มิได้หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ ๒ หรือมีเจตนาให้ได้ทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ ๒ การที่โจทก์ร่วมที่ ๒ รับฟังเรื่องราวจากโจทก์ร่วมที่ ๑ แล้วหลงเชื่อว่าเป็นความจริง และประสงค์จะร่วมลงทุนกับโจทก์ร่วมที่ ๑ โดยโอนเงินผ่านธนาคารเข้าบัญชีโจทก์ร่วมที่ ๑ เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยนั้น ไม่ได้เกิดจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยต่อโจทก์ร่วมที่ ๒ โจทก์ร่วมที่ ๒ จึงไม่เป็นผู้เสียหาย (ฎีกาที่ ๖๙๖๙/๒๕๕๕)

ข้อสังเกต คดีนี้หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ ๑ ว่าจะยกที่ดินและมีญาติของจำเลยจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมที่ ๑ หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไป ซึ่งจำเลยมีเจตนากล่าวข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ ๑ เท่านั้น จำเลยมิได้หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ ๒ หรือเจตนาให้ได้ทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ ๒ แต่อย่างใด จึงไม่อาจถือได้ว่าการที่โจทก์ร่วมที่ ๒ รับฟังเรื่องราวดังกล่าวจากโจทก์ร่วมที่ ๒ อีกทอดหนึ่ง แล้วหลงเชื่อว่าเป็นความจริงเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมที่ ๑ และประสงค์ร่วมลงทุนกับโจทก์ร่วมที่ ๑ ด้วย จึงได้โอนเงินผ่านธนาคารเข้าบัญชีโจทก์ร่วมที่ ๑ เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลย จะเห็นได้ว่า จำเลยไม่ได้แสดงเจตนากระทำการใด หรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่โจทก์ร่วมที่ ๒ เลย แต่โจทก์ร่วมที่ ๒ เชื่อในคำบอกเล่าของโจทก์ร่วมที่ ๑ ที่ถูกจำเลยหลอกลวงมาเท่านั้น กรณีนี้ยังไม่ถือว่า โจทก์ร่วมที่ ๒ เป็นผู้เสียหาย

ประเด็นที่ห้า เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ประเด็นนี้ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน ซึ่งผู้ให้สินบนถือว่าเป็นผู้ใช้ให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น หากมีเจ้าพนักงานเรียกรับสินบนจริง ผู้ให้ก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานเรียกรับสินบน
เราลองมาดูฎีกาต่อไปนี้ว่า อย่างไรเป็นผู้มีส่วนร่วมการกระทำผิด

จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยสามารถวิ่งเต้นพนักงานอัยการและผู้พิพากษาล้มคดีให้แก่โจทก์ได้ และเรียกเอาเงินเพื่อนำไปให้พนักงานอัยการและผู้พิพากษาเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกฟ้อง โจทก์หลงเชื่อได้มอบเงินจำนวน ๕๘,๐๐๐ บาท แก่จำเลยไป การกระทำของโจทก์มีวัตถุประสงค์เป็นการร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน อันอาจถือได้ว่าโจทก์ใช้ให้จำเลยกระทำความผิดแม้โจทก์จะไม่ทราบว่าจำเลยมิได้นำเงินไปเป็นค่าวิ่งเต้นคดีก็ตาม โจทก์ก็มิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงได้ (ฎีกาที่ ๕๑๗๒/๒๕๕๔)



ข้อสังเกต โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยากันก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ทั้งสองถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายจำเลยหลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าจะช่วยวิ่งเต้นล้มคดีให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจะต้องเสียค่าวิ่งเต้น พนักงานอัยการและผู้พิพากษารวมเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกฟ้อง ซึ่งเป็นความเท็จ โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อจึงได้จ่ายเงินค่าวิ่งเต้นให้แก่จำเลยไปการกระทำของโจทก์ทั้งสองดังนี้ มีวัตถุประสงค์เป็นการร่วมกับจำเลยในการนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน อันอาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองใช้ให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย

โจทก์ประสงค์จะได้ป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีปลอมมาติดรถและมอบเงินให้จำเลยไปจัดทำ ซื้อ หรือหาป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีปลอมมาให้ ดังนี้ การทำหรือใช้ป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีปลอมเป็นความผิดต่อกฎหมาย ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ใช้ให้จำเลยกระทำผิดด้วย โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยชอบ จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ (ฎีกาที่ ๑๕๗๓/๒๕๒๐)

ข้อสังเกต หากโจทก์ต้องการเสียภาษีและต่อทะเบียนรถอย่างถูกต้อง แต่จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่า จำเลยจะนำเงินที่โจทก์มอบให้ไปเสียภาษีและต่อทะเบียนรถให้ แล้วจำเลยไม่นำเงินไปดำเนินการตามที่โจทก์ต้องการเช่นนี้ จึงจะถือว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์จึงจะเป็นผู้เสียหายโดยตรง

บุญรักษาค่ะทุกท่าน ราตรีสวัสดิ์
By กานต์
๒/๕/๖๐
๐๑.๐๐ น.

มุมมองทิเบตในสายตาของข้าพเจ้า

  ตอนที่ ๑           บทความวันนี้ข้าพจ้ามีความตั้งใจขอเสนอเรื่องราวของชาวทิเบต หลายท่านที่เคยติดตามข้าพเจ้ามาก่อนหน้านี้ จะทราบว่าข้าพเจ้ามี...